ขอบใจ... ที่บอกลา​ ชีวิตดี๊ดี​ !

ว้า​ !  น่าเสียดายจัง​  พอนู๋เรียนจบมักมีอะไรดีๆเพิ่มเติมเข้ามาในโรงเรียนเสมอ

พอนู๋​ กำลังจะสอบปลายภาค​จบป.6​ คุณครูก็บอกว่าเปิดเทอมหน้าจะได้คอมพิวเตอร์มาเพิ่มอีกหลายเครื่อง

พอนู๋​ เรียนจบมัธยมฯ อาจารย์ก็บอกว่าเปิดเทอมหน้าจะได้อาคารเรียนหลังใหม่หลายชั้นเรียน


ทุกอย่างมันเป็นวัฎจักร​การดำเนินชีวิต​ ชีวิตค่อยๆเปลี่ยนไปทุกวัน​โดยเราไม่ทันสังเกตุ​  

มารู้สึกเอาตอนปัจจุบันที่ต้องมากลายเป็นอดีต​ ใจหายเมื่อต้องจากลาห้องเรียนที่เคยอยู่


ชีวิตต้องเดินไปข้างหน้า​ บางอย่างที่มันออกไปจากวิถีของเรา​ มันอาจจะเป็นเรื่องที่ดี ก็ได้นะ

แฟนที่เคยคบหามาบอกเลิกลา​ หากมองโลกในแง่ดี​ ชีวิตพรุ่งนี้... มันอาจดีกว่าวันนี้ก็ได้​ จนทำให้เราเผลอปากพูดเบาๆว่า
ขอบใจ... ที่บอกลา​ ชีวิตดี๊ดี ! 

Share:

รักน้อยๆ​ แต่รักนานๆ

จริงๆแล้วผมทำ​ blog ส่วนตัวไว้เก็บงานเขียนของผมไว้นานหลายปีแล้วหละ​ ทำบ้างไม่ทำบ้างตามประสา
คิดได้ก็เลยเก็บมาเล่าให้ฟัง​ ไม่นานคง​ทะยอยเขียนเพื่ออัพเดทบ้าง

ปัจจุบันผมส่งงานเขียนอยู๋ที่​ blockdit​ ที่เต็มไปด้วยนักเขียนเกรด​A ทุกสาขาอาชีพ​ ผมเองก็ทำเนียนด้วยการหยอดบทความลงกะเขามั้ง

สุขแรกของผมคือการได้เขียน​ เขินๆอยู่บ้างเพราะไม่ได้เรียนจบเอกภาษาไทยอาจไม่ตรงตามไวยากรณ์หลักภาษา​ คิดได้ก็เขียนตามสไตล์ตัวเอง
สุขที่สองคือการได้ถ่ายภาพ​ทั้งภาพนิ่งและภาพวิดีโอ​ความสุขทั้งหมดทั้งมวน​  ผมจับมันมาใส่ใน​ ​Blog​  ส่วนตัวที่ชื่อว่า​  จิบชา.blogspot

ฝากติดตามหรือแสดงความคิดเห็น​ กดไลท์​ กดแชร์​ ด้วยนะครับ

รักน้อยๆ​ แต่รักนานๆ​ นะจ๊ะ​ จุ๊บ​ จุ๊บ
Share:

เบิ่งคัก คัก..ผีกองกอย


ผมขอหยิบบันทึกเหตุการณ์บางตอนของ" ภิกษุ บัว เหนือน้ำ " ตอนที่ท่านจาริกอยู่บนป่าเขาผ่านหนังสือเบิ่งคักคัก เกี่ยวกับเรื่องราวของผีกองกอย

ครั้งที่ท่านเดินพลัดหลงเข้าไปในป่าลึกที่ผีไม่ท่องคนไม่เที่ยว ทั้งวันหาทางกลับที่พักไม่ได้จนมืดค่ำตะวันตกดินความมืดมิดได้มาเยือนพร้อมเหตุการณ์สะเทือนขวัญดังข้อความที่ท่านบันทึกไว้ดังนี้...

"ขณะที่กำลังนั่งคิดปลงสังเวชถึงชีวิตที่จะต้องมาตายอยู่ ในท่ามกลางป่าลึกดงกว้าง ป่าช้างดงเสือ อยู่เพียงลำพังเดียวดายอยู่นั้น ข้าพเจ้าต้องตกใจตื่นสะดุ้งโหยง ขนลุกเกรียว พับผ่าเถอะ ไม่ทราบว่าเป็นผีหรือสัตว์กันแน่ที่กำลังจ้องเขม็งข้าพเจ้าอยู่ขณะนี้

มันจ้องเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ และไม่ทราบว่าพวกมัน มาแต่เมื่อไหร่ตั้งสี่ตัว ทำไมมันถึงได้มาเงียบยิ่งกว่าสายลมดึก หยังงี้!

ข้าพเจ้านึกถึงภาพผีกองกอยทันที นึกถึงตอนที่มันแอบเข้ามาดูดเลือดคนนอนป่าอย่างเงียบกริบ ใช่แล้วภาพข้างหน้าจะ ต้องไม่เป็นมิตรกับข้าพเจ้าแน่ เพียงแต่ขณะนี้ไม่ทราบว่าพวกมัน เป็นผีป่าหรือสัตว์กันแน่ ข้าพเจ้ามองสำรวจท่าทีแต่ละตัว พวกมันก็ขยับเข้ามาใกล้ทุกขณะอย่างเงียบกริบห่างไม่ถึงสามวา ข้าพเจ้าดูภาพคล้ายสัตว์ประหลาดในนิทานเรื่องผีกองกอย

ครั้งแรกยอมรับว่ากลัวอยู่บ้างแต่เมื่อคิดปลงเสียแล้วว่ามันจะมาเหนือกว่าความเป็นพระของเราก็ให้รู้ไป ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบว่าจะทำยังไง จึงตัดสินใจลุกขึ้นยืน อย่างรวดเร็วแล้วจับผ้าสังฆาสลัดอย่างแรง ๆ เพื่อทดสอบปฏิกิริยาของเจ้าสัตว์ประหลาดทั้งสี่นั้น ตานี้ได้ผลเพราะพวกมันเผ่นหนีไปคนละทิศละทาง

แต่ที่ข้าพเจ้าประหลาดใจจริง ๆ คือความเร็ว ของมันนั้นเอง มันเผ่นหนีข้าพเจ้าไวเสียยิ่งกว่าเอฟ ๑๖หรือ มิก ๒๕ ของไอ้แกวเสียอีก เมื่อพวกมันหนีไปแล้วข้าพเจ้าก็โล่งใจ คิดว่าในป่าลึกดงกว้างนั้นยังมีอะไรอยู่มากมายที่ตกสำรวจ หรือ เครื่องมือสำรวจของนักนิยมไพรตามที่ข้าพเจ้าเคยได้อ่านยังไม่ถึง

คืนนั้นข้าพเจ้าจึงเตรียมที่จะรับมือกับเหตุร้ายต่าง ๆ ในป่าที่อาจจะ เกิดขึ้นได้ตามที่เคยได้ฝึกฝนและประสบมา หลังจากเจ้าตัวประหลาดทั้งสี่ตัวหนีไปแล้วประมาณ ๒ ชั่วโมงท่ามกลางแสงเดือนส่องแสงสลัวลอดผ่านแมกไม้

คืนนั้นข้าพเจ้าได้ยินเสียงร้องของสัตว์ป่าชนิดหนึ่งเสียงเย็นจับใจ เหมือนเสียงร้องนั้นจะคอยสะกดให้ข้าพเจ้าต้องอยู่ในอำนาจของเสียงนั้น คล้ายเสียงเย็นๆแหลมๆว่า ก่องก่อย ก็อก เสียงนั้น ดังอยู่ห่างกันเป็นจุด ๆ ประมาณเกือบสิบจุด

ข้าพเจ้าคิดในใจว่า หากเจ้าของเสียงร้องเป็นข้าสึกจะโจมตีข้าพเจ้าในค่ำคืนนี้ก็นับว่าพวกมันแสนฉลาดมากที่รู้จักใช้ยุทธภูมิจัดกำลังเป็นรูปขบวนดาวว่าว ในการจะขยี้ข้าศึกให้แหลกลาญ แล้วเจ้าของเสียงร้องที่เย็นจับใจนั้นก็ขยับเข้ามาใกล้ข้าพเจ้าทุกขณะ

ใกล้จนข้าพเจ้าสามารถ มองเห็นตัวเจ้าของเสียงนั้นได้อย่างชัดเจนแล้วจึงรู้ว่าเจ้าของเสียงร้องที่เยือกเย็นไปถึงขั้วหัวใจว่า ก่องก่อย ก็อกๆๆๆ

ขณะนี้ก็คือไอ้สี่ตัวที่มันแอบจะเข้ามาจ้องตาข้าพเจ้าตอนหัวค่ำนั่นเอง ใช่แน่แล้วพวกมันคือผีกองกอย ตัวเล็ก ๆ เหมือนลิงแต่ สูงกว่าเกือบเท่าตัว นัยน์ตาติดกัน มีฟันโผล่ออกมาข้างหน้าสองซี่ ขนสีน้ำตาลแก่ไม่มีหาง มีลักษณะคล้ายลิงมาก

เมื่อเจ้าผีกองกอย มันมาร้องเสียงเย็น ๆ จนข้าพเจ้าก็ขนลุกขนพองและไม่สามารถ จะทนนั่งฟังต่อไปได้ เพราะไม่ทราบว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ในวินาทีใดวินาทีหนึ่งข้างหน้านี้ จึงลุกขึ้นไปหอบเอาใบไผ่แห้ง กิ่งไม้แห้งมากองสุมรวมกันไว้เกือบสูงท่วมหัว แล้วก็จุดไม้ขีดสุมกองเศษไม้ใบไผ่แห้งนั้นจนลุกโพลงสว่างโล่

ขณะที่ไฟกำลังลุกโชติช่วงอยู่นั้นพวกมันทั้งสี่ตัวก็เผ่นแน่บหายไปตั้งแต่นั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็กระหยิ่มยิ้มอยู่ในใจว่าผีหรือมันจะสู้คนได้ ที่ว่าแน่ ๆ ขนาดไอ้ลายพาดกลอนว่าแน่ก็เคยกลัวไฟจนตับลีบมาแล้ว

คืนนั้นข้าพเจ้าก็เป็นพระฤาษีบูชาไฟตลอดคืน จึงขอบอกเฉพาะญาติโยมที่ยังไม่พร้อมที่จะตายไว้ตรงนี้อีกครั้งว่าเวลานอนป่าแล้ว อย่าลืมก่อไฟแล้วกัน กันได้ร้อยแปดรวมทั้งยุงและตัวทากด้วยแล "

** ถ้าหากถามว่า..ผมเชื่อในเรื่องกองกอย หรีือไม่ ? ขอตอบว่า ผมไม่รู้ ผมไม่เห็น...ผมนอนนา !

**ขอบคุณภาพประกอบ คุณ : ,,, (j_rkitex) พันทิป.คอม/เฉลิมไทย






Share:

สองเรา ไม่เท่ากัน

ซ้ายมือในภาพน้องขาวผ่อง ส่วนขวามือน้องการ์ฟิว พวกเราไม่รู้หรอก ว่า 2 ทโมนเขานั่งคุยอะไรกัน สักครู่ก็พากันลุกขึ้นเดินไปยังห้องเรียน  คิดแง่บวก พวกเขาคงคุยกันว่า

 

“ ข้าหนะไม่ชอบอ่านหนังสือมาก ใกล้ถึงวันสอบทีไรไม่อยากจะจับหนังสือเลยหวะ ฟิวส์ “

“ เฮ้ย นายไม่อ่านหนังสือ นายจะไม่รู้อะไร นะ “

“เบา เบา สิ ! เอ็ง.. ก็อย่าพูดเสียงดัง คนอื่นได้ยินไปบอกแม่ข้า  ข้ามิบรรลัยดอกรึ.. ไอ้ ฟิวส์ “

“ เอ็ง..บอกเทคนิคการอ่านให้ข้าหน่อยสิ เผื่อว่าข้าจะชอบอ่านหนังสือ “ ขาวผ่องกระซิบขอความเห็น

“ ข้าก็ใช่ว่าจะเก่งนะ ที่ข้าอ่านหนังสือได้ปร๋อจนพวกพี่ๆอายจนม้วนเสือกลับบ้านเพราะความรู้ของข้ามันแลกมาด้วยเวลา นะเฟ้ย ไอ้ผ่อง “

จะบอกให้นะ เอ็ง อย่ากลัวการเริ่มต้นเพราะหากว่ารอ ก็จะไม่ได้ทำมันสักที

เอางี้สำหรับเคสเอ็งนะ ข้าจะบอก เอ็งไม่ต้องจริงจังมากมาย ทำตัวสบาย ๆ...รับรอง !

รับรอง อะไร หวะไอ้ฟิวส์

รับรองว่าแม่เอ็งจะแพ่งกะบาลเอ็งหนะสิ ...ฮ่า ฮ่า ฮ่า

เฮ้ย..บรรลัย แล้วฟิวส์ ครูเดินมาโน้น

อ้าว..เด็กทั้งสองมานั่งหลบอยู่ใต้ต้นไม้นี่เอง กลับเข้าห้องเดี๋ยวนี้ หนังสือหนังหายิ่งอ่านไม่ออกทั้งคู่เลย

ขาวผ่องมองหน้าการ์ฟิว...อ้าว ความรู้แลกมาด้วยเวลา ข้าหลงฟังเองมาตั้งนาน

“ ลุกขึ้น ไอ้ฟิวส์  ! ..ไปหัดอ่านหนังสือกับข้า !

Share:

มองภาพ...มองตัวเอง

เช้านี้ฟ้าสดใสอากาศเย็นสบายผมนั่งจิบชาคลายอารมณ์ที่หลังบ้าน ผมหยิบเจ้ากล้อง DSLR ขึ้นมาเปลี่ยนเลนส์ตัวใหม่เป็นเลนส์ฟิก 50 mm F 1.8 เล็กพริกขี้หนู ราคาสบายกระเป๋า ตอบโจทย์แนวพอทเทรด (Portrait) ถ่ายภาพบุคคลได้ดี 

ใครหลงหยิบไปถ่ายมีสิทธิ์ใจละลายหลงรักนางแบบไม่รู้ตัวเพราะเลนส์ตัวนี้ทำให้นางแบบสวยมีเสน่ห์ แต่ผมกลับนำไปใช้ผิดแนว ดันชอบถ่ายเสาไฟฟ้า ถนนหนทาง ซะงั้น 

ผมอยู่ในช่วงทดสอบ ทดลอง เวลาถ่ายภาพมักมองเป็นกราฟิก(Graphic) มองส่วนสว่างเป็นสีขาว มองส่วนมืดเป็นสีดำ แนวสายไฟระโยงระยางมองว่าเป็นเส้นสาย มองแบบ 2 มิติเป็นรูปร่าง(Shape) มากกว่า 

รูปทรง(Form) มิติ อย่าถามเรื่องหลักทฤษฎีถ่ายภาพเพราะมันไม่ใช่ประเด็น อย่าใส่ใจเรื่องของ Focus, Poor lighting หรือ Composition ภาพเพราะไม่ใช่สาระ 

เวลาถ่ายภาพไม่ได้มาคิดเป็นเรื่องถูกผิดหลักการ ผมลบรายละเอียดเหล่านี้ออกจากความคิดเพื่อให้ได้ความรู้สึกที่เป็นภาพศิลปะ ไม่ยึดติดรูปทรง (Form) 

ผมคิดแนวนี้ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดเหมือนผมหรือเปล่า ผมมีพรสวรรค์แบบเข้าใจอะไรยาก ถึงตอนนี้...ผมเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
Share:

ผีโพง..นะจ๊ะ

ผมมีประสบการณ์มาเล่าเกี่ยวกับการพิสูจน์ที่ไม่ลบหลู่จากปากผู้พบเจอเหตุการณ์ที่ว่าเห็นลูกไฟลอยตรงโน้นโผล่ตรงนั้น ผมและเพื่อนๆจึงออกไปแอบส่องตามที่เขาพบเห็นกัน


ผมกล้าที่จะไปเพราะมันสอดคล้องกับคำพูดของคนเช่าที่นาของผม เขาเล่าให้ฟังว่าตกค่ำราวๆสัก 2- 3 ทุ่ม เขาและสามีมักเห็นลูกไฟลอยเหนือตันไม้อย่างช้าๆลักษณะการลอยสูงต่ำไม่อยู่กับที่เหมือนวนเวียนหาอะไรสักอย่าง

ส่วนมากจะเห็นช่วงวันพระใหญ่ในช่วงต้นฤดูฝน มันทำให้ผมคาใจอยากเห็นกับตาตัวเองอยู่ร่ำๆ ผนวกเรื่องราวทำนองนี้เล่าโจษกันละแวกหมู่บ้าน พวกผมจึงเลื่อนไหลไปแอบส่อง

ผมจัดอุปกรณ์บันทึกภาพเตรียมออกเดินทาง อุ่นใจมีเพื่อนวิ่งร่วมชะตากรรมเมื่อเจอผีหลอก จากการสอบถามคนที่พบเห็นแถวนั้นพวกเราก็พากันวิเคราะห์ความน่าจะเป็นตามประสบการณ์ตนเอง อีกกลุ่มเชื่อว่าเป็นแสงของเครื่องบินอ้างอิงกลิ่นอายวิทยาศาสตร์เจือปน

อีกกลุ่มที่มีผมอยู่ด้วยเชื่อว่ามันเป็นเรื่องของผีๆอ้างอิงความกลัวของตัวเองและเรื่องของไสยศาสตร์ แม้จะต่างความคิดอย่างไรก็ไม่ทะเลาะกันเพราะพวกเราอยู่กลางป่าท่ามกลางความมืดสนิทมีเถียงนาร้างเป็นที่แอบซ่อนกำบังตัวเพื่อพิสูจน์ความจริง

เช่นนี้อยู่สามวันไม่พบอะไรเดี๋ยวไข้ป่าถามหาจึงล้มเลิกไป ไม่ต่างจากหวยอาจารย์โน้นดังรวยกันทุกงวดปล่อยให้เราค้นหาเลขสวยตามแผงล็อตเตอรี่วุ่นวายจนแม่ค้าแอบด่าในใจสุดท้าย..เรียบอาวุธ !

ผมหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตที่เหมือนกับเหตุการณ์ดังกล่าวและก็พบกับเรื่องราวของผีโพงที่เกิดจากว่านชนิดหนึ่งเรียกว่าว่าน "ผี" ซึ่งมีสีขาว กลิ่นฉุน เมื่อแก่จะมีธาตุปรอทลงกินทำให้เกิดแสงส่องสว่าง ธาตุปรอทไม่แน่ใจว่าเป็นธาตุทางวิทยาศาสตร์หรือทางไสยศาสตร์กันแน่

ผีโพงเป็นผีตามความเชื่อพื้นบ้านที่มักจะออกหากินในคืนที่ฝนตกพรำๆตามท้องทุ่งนากินของสกปรกคาวเช่น กบ เขียดหรือซากสัตว์และรกของเด็กที่เกิดใหม่ ใครนอนเฝ้านาหน้าฝนท่าจะยุ่ง !

ในคืนจันทร์สลัวมองไกลๆจะเห็นเป็นดวงไฟลอยไปลอยมา เวลาออกหาเหยื่อลูกไฟตรงจมูกผีโพงเหมือนดวงไฟที่โผล่ตรงนั้นทีตรงนี้ที

ส่วนเวลากลางวันจะเป็นเหมือนผู้คนธรรมดาๆทั่วไป แต่ตกกลางคืนจะกลายร่างเป็นผีโพงและมักไม่ทำร้ายคนแต่กลับอ้อนวอนคนที่รู้ ขออย่าไปบอกใครว่าตนเองเป็นผีโพง

อย่างไรก็ตามนั่นก็คือความเชื่อพื้นบ้านปรัมปราของผีไทยแบบบ้านๆที่มักจะเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่กันตามท้องทุ่งกินอยู่อย่างพอเพียง สร้างความสมดุลของระบบนิเวศ

ไม่เหมือนผีต่างชาติเต้นเหยงๆไล่ผู้คนและงับซอกคอดูดเลือดสดๆวุ่นทั้งซอย สำหรับผมไม่ว่าจะผีไหน ผีไทย ผีเทศ ผมไม่เคยกลัว

กลัวอยู่ผีเดียว คือ.. ผีพนัน .


ขอบคุณภาพประกอบจาก : https://i.ytimg.com/vi/bZC5NLQC790/maxresdefault.jpg
Share:

อเมริกาโน.. ถ้วยนั้น

เมื่อครั้ง...ที่พ่อยังอยู่ ด้วยความเป็นอยู่ตามวิถีชาวบ้านอย่างพอเพียงของพ่อ กาแฟอเมริกาโน่ร้อนรสเข้มภายในร้านหรูซึ่งเป็นสิ่งที่ห่างไกลกันมาก ดิบดีก็แค่กาแฟกระป๋องแช่เย็นร้านชำเจ๊กอู๋ในหมู่บ้านแค่นั้น
                         ภาพโดย Sasin Tipchai จาก Pixabay

ผมพาพ่อมาทำธุระที่ตัวจังหวัดแต่เช้า พอมีเวลาเหลือที่จะแวะพาพ่อนั่งดื่มกาแฟรองท้องกันที่ร้านกาแฟ

                         ภาพโดย Totsayan Yochai จาก Pixabay

ผมสั่ง"เอสเปรสโซ" เสิร์ฟร้อนในเช้านี้ ส่วนพ่อนั้นยังไม่คุ้นชื่อและรสชาติกาแฟ บอกว่าอะไรก็ได้ขอแค่อย่าติดคอ ผมเลยสั่ง "อเมริกาโน่" พร้อมขนมปังสองชุด

                         ภาพโดย StockSnap จาก Pixabay

สักครู่พนักงานนำทุกอย่างที่สั่งจัดวางบนโต๊ะที่เรานั่ง ผมง่วนอยู่กับการอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ พ่อคงจะหิวไม่สนใจอื่นใด ยกถ้วยกาแฟขึ้นมาดื่มพร้อมทานขนมปังอย่างสบายอารมณ์

                         ภาพโดย Lolame จาก Pixabay

" รสชาติไม่เหมือนที่ ร้านเจ๊กอู๋ " พ่อพูดเหมือนสะกิดให้ผมรีบดื่มกาแฟก่อนที่จะคลายร้อน
" คิดถึงรสชาติกาแฟกระป๋องร้านเจ๊กอู๋ หละสิ " ผมพูดแหย่พ่อ
" โอ๊ย กาแฟกระป๋องรสชาติมันไม่อร่อยเท่าหรอก ถ้วยนี้กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นเชียว "
" อเมริกาโน่ถ้วยแรกในชีวิตใช่มั๊ย พ่อ ? "
" อืม ใช่สิ แต่มันคงแพงน่าดู "
" 60 บาทเอง " ผมบอกพ่อไป

พ่อผงกหัวนิดๆและก็ไม่ได้บอกว่ามันแพงอย่าพาพ่อมาอีก คงมีแค่ความนิ่งเฉย ในบุคลิกภายนอกของพ่อที่ทำให้ผมฉุกคิดว่าพ่อทำงานเหนื่อยมาทั้งชีวิตเพื่อลูกโดยไม่ปริปากบ่นว่าเหนื่อยให้ได้ยินสักคำ

ถ้าหากพ่อมาทำธุระคนเดียวต่อให้หิวแค่ไหนคงไม่เดินเข้าร้านกาแฟนั่งดื่มอเมริกาโนพร้อมขนมปังแบบฟิน ฟิน แน่

                         ภาพโดย rawpixel จาก Pixabay

ผมเรียกน้องผู้หญิงมาเก็บตังส์ ควักแบงค์ห้าร้อยในกระเป๋ายื่นให้ ไม่นานนักน้องผู้หญิงนำถาดเล็ก ๆที่มีตังส์ทอนพร้อมเหรียญสิบสองเหรียญมาให้

ผมไม่คิดมากที่จะให้ตังส์เหรียญเป็นค่าทิป บรรยากาศและรสชาติของกาแฟมันคุ้มค่าเงินที่ต้องจ่ายไป ในขณะที่การใช้จ่ายของพ่อเป็นแบบของพ่อมาตั้งแต่ผมจำความได้

ในปัจจัยสี่พ่อมีทุกอย่าง ไม่รวย ไม่จนอยู่ในระหว่างความพอดีและความพอเพียง ส่งผมเรียนจบมหาวิทยาลัยไม่รู้หมดเงินไปเท่าไหร่

พ่อไม่เคยสอนผมตรง ๆว่าอย่าดื่มกาแฟในร้าน มันสิ้นเปลืองหรือสอนการใช้จ่ายอย่างประหยัดแต่พ่อมักสอนผ่านวิถีที่เรียบง่ายในการครองตน

           ภาพโดย Digital_D_Day_Stock จาก Pixabay

ผมไม่ได้บอกให้ปฏิเสธการใช้จ่ายในรูปแบบเหล่านี้ แค่อยากเล่าถึงรูปแบบการใช้จ่ายและการครองตนของพ่อ

ครั้งที่พ่อยังอยู่..เคยสอนผม ผ่าน " อเมริกาโน่ ร้อน" ถ้วยนั้น ต่างหาก.

Share:

Popular Posts

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

Followers

Social Icons

twitterfacebookgoogle pluslinkedinrss feedemail

โพสต์ ยอดนิยม

ไม้เรียวสร้างคน

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

กิจกรรมนักเรียนชั้นป.6 (นาเพียงเก่า)

About Us