“แมว 9 ชีวิต” จริงๆแล้วคำๆนี้ ผมเองได้ยินมานานแล้วตั้งแต่ตอนเด็กๆ
เพียงไม่ได้เฉลียวใจสงสัยแต่ประการใด เข้าใจว่าคงหมายถึงแมวมันตายแล้วฟื้นคืนชีพ 9
ครั้ง.. ฮัดเช่ย ! กว่าจะถึงบางอ้อก็ตอนโตนี่หละ อย่างว่า ง. งู ใจกล้า
ต้องมาก่อน ฉ.ฉิ่ง ตีดัง (โง่ก่อนค่อยฉลาด ไง) จริงๆแล้วมันเป็นคำเปรียบเปรยแปลไทยเป็นไทยตามภาษาชาวบ้านคือคนที่สู้ชีวิตแบบล้มแล้วลุก
ลุกแล้วล้ม ซ้ำซ้อนหลายครั้งก็ยังกลับมามีฐานะหรือชื่อเสียงได้ ดั่งเดิม หรือประเภทอึดแบบคนเหล็กตายยากอะไรพวกนี้นี่หละมั้ง
คิดว่าท่านๆคงเคยดูหนังที่ว่านี้นะครับ ดูแล้วเพลีย..อึดจริงๆเผื่อจะตายได้
-
สองเรา..เท่ากัน
ความผูกพันฉันเพื่อนผูกไว้ด้วยความความเสมอภาค
-
เจ้าหญิงในนิยาย
ฉันจำได้ว่าตอนนั้นทุกอย่างมันง่ายกว่านี้
-
สหายบ้านนา การศึกษาบ่แม่นขี้ไก่
สิ่งที่ควรรักษามันไว้ให้นิรันทร์คือคำว่า...เพื่อน
-
รอยยิ้มทำให้โลกสดใส
เมื่อไหร่กัน..ที่เราจะยิ้มให้กันและกัน
-
เรียนรู้สู่โลกกว้าง
สื่อสารออนไลน์สร้างโลกใบใหม่ เข้าถึงทุกเพศวัย
บันทึก จิบชา
...เช้าๆผมมักมานั่งขีดๆเขียนๆ นอกบ้านเพราะอากาศเย็นสบายทำให้เพลินในธรรมชาติยามเช้า ไม่ทันไรเหลือบดูเวลาก็ปาเข้า 9 โมงพอดี สภาพอากาศเหมือน 6 โมงเช้าไม่แตกต่าง ยังคงมีฝนหนักบ้างเบาบ้างสลับไปมาพอให้ชุ่มช่ำหัวใจตลอดช่วงสายวันนี้ เล่นเอามึน งง เหมือนกันว่ามันฤดูไหนกันแน่ มะวานเหงื่อไหลย้อยนั่งเช็ดปั๊บๆ เอาไงแน่ ร้อนรึฝนสับสนจิตใจ
ปั่นสองขาปั่น...ตอน ปั่นเพื่อสุขภาพ
...วันนี้เป็นวันที่ 4 ที่ต้องเข้าคอร์สลดความอ้วนด้วยการปั่นสองขาปั่น ตั้งเป้าไว้ที่ 8 กิโล ณ. ถนนเลียบหนองหาร ซึ่งถือว่าเวิร์คสุดในด้านบรรยากาศและอากาศที่บริสุทธิ์ อัตราการเต้นของหัวใจดีกว่าวันแรกที่ปั่นใหม่ๆไม่เหนื่อยหอบง่าย กำลังขาดูมีเรี่ยวแรงเกินวัย สามารถน๊อครอบเพื่อนๆที่ปั่นก่อนหน้าได้ ร่างกายฟื้นจากการเหนื่อยล้าได้เร็วเพราะก่อนที่จะมาปั่นก็วิ่งทุกวันวันละ 3-5 กิโล เป็นอะไรที่ดูดีไปหมดกับร่างกายตัวเอง
ปั่นสองขาปั่น...ตอนที่ 2 " ลองของ" (ตอนจบ)
...พิกัดระยะทาง ไปกลับ 30 โล "ไหวป่าววะเนี่ย ตู!" // ยิ่งสายยิ่งร้อน ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ทำให้ต้องหยุดพักระหว่างทาง 3 ครั้ง ระหว่างปั่น..ใจก็สารภาพว่า ไม่น่าเล้ย เหนื่อยโคตร แต่ทำไงได้เกินครึ่งทางมาแล้ว ปั่นสองขาปั่นถึงที่หมาย พอดี 555+ นัด 10.00 ล่อซะ 11.30 น. ผู้คนพบเห็นเป็นเอา งง ! อีตานี้มัน บะ-ร้า..ปั่นสองขาปั่น...ตอนที่ 1 " ลองของ"
..... เช้าที่สดใส ขณะนั่งคิดโครงเรื่องสั้น อย่างเพลิดเพลินซึ่งเป็น Project กะว่าจะทำ E-book ฝากขายช่วงปีนี้ ...พลันต้องหยุดชะงัก สายตาจ้องมาที่ TV ซึ่งเปิดทิ้งไว้เป็นเพื่อนคลายเหงา พิธีกรกำลังสัมภาษณ์ท่านหนึ่งที่ปั่นจักรยานมาทำงาน โดยสรุปใจความว่าการปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกายที่ดีมาก มันทำให้สุขภาพของเขาดีขึ้น ผมเอี้ยวตัวขวับ..นิ้วขยับที่แป้นพิมพ์ Notebook แล้ว Search หาข้อมูลของการออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ ลามปาม ไปถึง รุ่น ยี่ห้อ ราคา ของจักรยาน..จิปาถะ มันทำให้กิเลสเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว หมุนติ้วปานพายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำถาโถมอย่างเมามัน
ไหว้ครู...ไหว้ใจ
ชาวนาอาลัย
ผมมีความสุขกับการถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอในแต่ละวันระหว่างเดินทางกลับบ้านหลังเลิกงานด้วยกล้องคู่ใจที่ไม่ห่างกายเพราะย่างเข้าฤดูฝนมักจะได้ภาพที่เขียวชอุ่มสดชื่นสบายตา อย่างวันนี้ชาวนากำลังถอนต้นกล้าเพื่อนำไปปักดำ พวกเขารู้สึกยินดีและเต็มใจให้ผมได้บันทึกภาพและวิดีโออย่างเป็นกันเอง..“ถ่ายภาพพวกเราไปทำอะไรหรือคะ” ผมตอบกลับ ”อ๋อ..นำไปลงเว็บไซต์ครับ”พวกเขาทำหน้า งง ! ”เออ.... คือว่าเอาขึ้นอินเทอร์เน็ต ครับ”ทุกคนเงียบ กริบ..เริ่มใส่ใจกับบุคลิกท่าทางของตนเองให้ดูดีทันที ...keyword ”อินเทอร์เน็ต” แรงจริง ๆ นี่คือความสุขในวันเปิดภาคเรียนวิชาชีพของพี่น้องชาวนาในชนบทของพวกเรา
ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2555 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง จากการเสี่ยงทายในปีนี้ พระยา แรกนาเสี่ยงทายหยิบผ้าได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่าน้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอน จะเสียหายบ้างได้ผลไม่เต็มที่ พระโคกินหญ้า-น้ำท่าบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ดี ซึ่งก็ตรงกับการเสี่ยงทายพอสมควร สังเกตว่าฝนฟ้าเริ่มตกตามฤดูกาลตั้งแต่ต้นฤดู ชาวนายิ้มเริงร่าสู้สายฝนกันถ้วนหน้า จากการสอบถามพี่น้องชาวนาที่หมู่บ้านผู้เขียนเองต่างเบาใจในเรื่องน้ำท่าที่จะทำนาในปีนี้ ช่วงนี้ต่างเตรียมปักกล้าหว่านไถกันยกใหญ่ ภายในหมู่บ้านเงียบเหงาคงเหลือไว้เพียงลูกหลานผู้เฒ่าผู้แก่อยู่เฝ้าเรือนชาน ส่วนพ่อ-แม่ก็จะพากันลงนาเพื่อปักกล้าไถหว่านตามขั้นตอน กว่าจะได้ผลผลิตต้องทนเหนื่อยเอาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ปีไหนฝนฟ้าน้ำท่าบริบูรณ์ สิ่งที่ตามมาคือราคาข้าวมักจะตกไม่ได้ราคาอย่างที่หวังเท่าที่ควร แต่ต้องกล้ำกลืนฝืนทน ข้างบ้านเขามีรถไถนาเดินตามแล้ว ควายที่บ้านก็เริ่มผอมโซไม่มีเรี่ยวแรงพอจะไถนาครั้งละหลาย ๆ ไร่ ไม่มีเจ้าควายเหล็กเห็นทีจะแย่ไม่ทันกิน กัดฟันเป็นหนี้สินแม้ผลผลิตและรายได้จะลุ่ม ๆ ดอน ๆ ก็ต้องยอม
แม้ว่าจะปฏิเสธในเหตุผลไม่ได้ว่ายุคสมัยนี้เป็นยุคเทคโนโลยีครองเมือง จะให้ย้อนกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมคงไม่ได้ นั่นเป็นเรื่องที่ถูกต้องพอสมควร แต่ก็ไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่าควรค่าอนุรักษ์วิถีชีวิตแบบพอเพียงบ้างเช่นการใช้ควายไถนา ใช้มูลสัตว์แทนปุ๋ยเคมีในนาข้าว เพื่อให้ลูกหลานได้ตระหนักถึงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของปู่ย่าตายายตนเอง อย่างน้อยก็เป็นสิ่งปลอบโยนจิตใจและความรู้สึกของชาวนาที่อาลัย”คราดและคันไถ”ของตนเองที่ต้องหักสะบั้นเพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่าน
สังเกตดูว่าในชนบทควายมักจะเหลือน้อยหรือเกือบจะหมดไปจากท้องไร่ท้องนาเสียแล้ว อนาคตเด็กรุ่นใหม่หรือแม้แต่ลูกของชาวนาเองจะเห็นควายตัวเป็น ๆ คงหาดูยากขึ้นทุกที ส่วนมากจะเห็นในรูปโปสเตอร์หลังห้องเรียนเป็นส่วนใหญ่ ส่วนใต้ถุนบ้านก็คงจะเห็น”ควายเหล็ก” ที่ล่ามโซ่ผูกติดเสาบ้านไว้แทน จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามแต่ ถ้าเรานึกคิดกันดี ๆ การที่มีรถไถนาเดินตามมันก็เป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นด้านความรวดเร็ว ความสะดวกสบายแต่อย่าลืมว่าสิ่งที่จะตามมาคือรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเช่นค่าน้ำมัน ค่าซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเครื่อง แถมด้วยมลพิษจากไอเสียเครื่องยนต์ขณะทำการไถนาต้องสูดหายใจเข้าขณะบังคับเครื่อง ย่อมมีผลต่อระบบหายใจของตนเองเจ็บป่วยมาก็จะยุ่งกันไปทั้งครอบครัว
ดังนั้นเราควรคืนธรรมชาติด้วยการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของเราให้มาก แม้ว่าเราจะอยู่ท่ามกลางเทคโนโลยีที่พันธนาการรอบตัวไว้ก็ตาม ผู้เขียนอยากเห็นภาพวิถีชีวิตที่เรียบง่ายชองชาวนาในชนบทเช่นว่าไก่โก่งขอขันรับอรุณรุ่ง ชาวนาขี่เจ้าทุยลุยท้องทุ่ง ในน้ำมีปลาในนามีข้าวเหลืองอร่ามทั่วท้องทุ่ง ยิ้มให้กับชีวิตที่พอเพียง ยิ้มให้กับวิถีธรรมชาติและสะกดคำว่า”หนี้สิน” ไม่เป็น... สุขที่ยั่งยืนเช่นนี้ไม่ดีกว่าหรือ ?....
Poon / ต้นฤดูฝน มิถุนายน 2555
สังเกตดูว่าในชนบทควายมักจะเหลือน้อยหรือเกือบจะหมดไปจากท้องไร่ท้องนาเสียแล้ว อนาคตเด็กรุ่นใหม่หรือแม้แต่ลูกของชาวนาเองจะเห็นควายตัวเป็น ๆ คงหาดูยากขึ้นทุกที ส่วนมากจะเห็นในรูปโปสเตอร์หลังห้องเรียนเป็นส่วนใหญ่ ส่วนใต้ถุนบ้านก็คงจะเห็น”ควายเหล็ก” ที่ล่ามโซ่ผูกติดเสาบ้านไว้แทน จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามแต่ ถ้าเรานึกคิดกันดี ๆ การที่มีรถไถนาเดินตามมันก็เป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นด้านความรวดเร็ว ความสะดวกสบายแต่อย่าลืมว่าสิ่งที่จะตามมาคือรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเช่นค่าน้ำมัน ค่าซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเครื่อง แถมด้วยมลพิษจากไอเสียเครื่องยนต์ขณะทำการไถนาต้องสูดหายใจเข้าขณะบังคับเครื่อง ย่อมมีผลต่อระบบหายใจของตนเองเจ็บป่วยมาก็จะยุ่งกันไปทั้งครอบครัว
ดังนั้นเราควรคืนธรรมชาติด้วยการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของเราให้มาก แม้ว่าเราจะอยู่ท่ามกลางเทคโนโลยีที่พันธนาการรอบตัวไว้ก็ตาม ผู้เขียนอยากเห็นภาพวิถีชีวิตที่เรียบง่ายชองชาวนาในชนบทเช่นว่าไก่โก่งขอขันรับอรุณรุ่ง ชาวนาขี่เจ้าทุยลุยท้องทุ่ง ในน้ำมีปลาในนามีข้าวเหลืองอร่ามทั่วท้องทุ่ง ยิ้มให้กับชีวิตที่พอเพียง ยิ้มให้กับวิถีธรรมชาติและสะกดคำว่า”หนี้สิน” ไม่เป็น... สุขที่ยั่งยืนเช่นนี้ไม่ดีกว่าหรือ ?....
Poon / ต้นฤดูฝน มิถุนายน 2555



















